Monday, February 20, 2006

..ธรรมชาติเอาคืน..


สังเกตว่า คนไข้ที่แผนก มานอนโรงพยาบาลด้วย อาการปวดประจำเดือนกันมากขึ้น

ปกติแล้ว สตรีวัยเจริญพันธุ์ ตามภาวะปกติของร่างกาย ต้องมีประจำเดือนกันอยู่แล้ว บางคนอาจจะปวด แต่บางคนก็อาจจะไม่ปวด ก็มี เท่าที่สังเกต ปกติแล้ว ปวด แต่พอรับประทานยาแก้ปวด ก็ทุเลาลง แต่พวกที่ปวดจนกระทั่งล้มหมอนนอนเสื่อนี่ ถือว่าไม่ค่อยปกติแล้ว

และที่มีอาการปวดประจำเดือนมากๆ นี่ พอวินิจฉัยออกมาแล้ว มักจะเจอกับโรคนี้ “Endometriosis” หรือ แปลเป็นไทยได้ว่า เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

เป็นที่น่าสังเกตอีกเช่นกันว่าผู้หญิงเรา นับวันจะมีอัตราการเป็นโรคดังกล่าวนี้เพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ ก็เป็นอันแปลก ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ ?

ปกติเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะต้องอยู่ในโพรงมดลูก มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นพื้นผิวสำหรับตัวอ่อนของทารกมาเกาะเพื่อการตั้งครรภ์ เซลล์เหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง คือ มีการแบ่งตัวได้ตามการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิง และมีการสลายตัวเป็นประจำเดือนตามรอบระดู ดังนั้นตามธรรมชาติหากเซลล์เหล่านี้อยู่เฉพาะในโพรงมดลูกจะไม่เกิดปัญหา เนื่องจากร่างกายจะขับออกมาเป็นรอบเดือน แต่เมื่อเซลล์เหล่านี้ไปเจริญอยู่ในส่วนอื่น จึงก่อให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ เช่น หากไปเกาะที่รังไข่ก็จะก่อตัวเป็นถุงน้ำซึ่งเป็นที่สะสมของเซลล์เหล่านี้และเลือดประจำเดือน และเมื่อสะสมอยู่นานจะกลายเป็นเลือดเก่า ๆ ที่เข้มข้นขึ้น ลักษณะจึงเหมือนน้ำ ช็อกโกแลต จึงเรียกถุงน้ำชนิดนี้ว่า ถุงน้ำช็อกโกแลต (chocolate cyst)

เซลล์เหล่านี้อาจจะกระจายเกาะอยู่ตามอุ้งเชิงกราน ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนเกิดพังผืดขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยาก นอกจากนี้ยังอาจจะแทรกตัวเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อของผนังมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน และ เลือดประจำเดือนออกมากได้ ในรายที่แทรกตัวเข้าไปในผนังลำไส้ก็อาจทำให้เกิดอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดได้อีกด้วย

ในปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกนี้ไหลตามเลือดประจำเดือน เข้าไปในช่องท้องและไปก่อตัวเจริญเติบโตอยู่ภายในช่องท้อง การประพฤติตัวของเซลล์เหล่านี้จะไม่เหมือนกันในแต่ละคน บางคนเพียงแค่เกาะอยู่เฉย ๆ และเจริญเติบโตเฉพาะที่ บางคนเกาะแล้วกินลึกลงไปในเนื้อเรื่อย ๆ ทำให้เนื้อเยื่อปกติเสียไป เช่น เนื้อของมดลูก เนื้อของท่อนำไข่ เป็นต้น

ทำไมแต่ละคนมีการพัฒนาตัวของโรคไม่เหมือนกันนั้น ปัจจุบันยังไม่ทราบ จึงมีสมมุติฐานอื่น ๆ ที่พยายามอธิบายถึงกลไกการเกิดโรคอีกเพิ่มเติม เช่น ความผิดปกติของภูมิต้านทาน แต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่มีภูมิต้านทานดี เมื่อเซลล์เหล่านี้ไหลเข้าไปในช่องท้องก็จะถูกกำจัดออกไปได้โดยภูมิต้านทานของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสมมุติฐานเกี่ยวกับสาเหตุจากสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และกรรมพันธุ์อีกด้วย

พอพูดถึงสิ่งแวดล้อม วันก่อนมีโอกาสสนทนากับ สูตินรีแพทย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า โรคนี้มีความสัมพันธ์กับ pollution สิ่งที่ทำให้เกิดมลพิษดังกล่าวที่สำคัญก็คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั่นเอง ซึ่งพวกเราน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า อะไรบ้างที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ (พลาสติคนั่นแหละตัวดี)

แย่นะคะ สิ่งแวดล้อมที่เป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์เอง และสิ่งเหล่านี้ก็กลับคืนสู่มนุษย์เองอีกเหมือนกัน

ก็คงให้มันเป็นไป ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่นา ป้องกันก็ไม่รู้จะป้องกันยังไง คงเกินเยียวยาแล้วล่ะค่ะ

ทำลายธรรมชาติกันต่อไปเถอะนะ !!

4 Comments:

At 11:38 AM, Blogger นายบอน..9bon said...

แหม บันทึกตอนนี้ ไม่รู้ว่าผู้ชายจะอ่านได้หรือเปล่า เพราะเห็นเขียนไว้ว่า "...ผู้หญิงอย่างเราๆ..."
เห็นด้วยครับ ญาติของนายบอนแต่ก่อนนี้ก็สุขภาพแข็งแรง แต่ทุกวันนี้ ป่วยง่ายมากๆ ธรรมชาติคงจะได้เวลาเอาคืนจริงๆแหละ

 
At 11:56 PM, Blogger hospitalgirl said...

ธรรมชาติเอาคืน เนื่องจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง เนาะคุณบอน ..เนาะ

 
At 10:20 AM, Anonymous someone said...

อย่าพึ่งท้อแท้และปล่อยให้มันเป็นไปเลยนะ ช่วยกันคนละนิด คนละหน่อยก็ยังดีกว่านะ อย่างง่ายๆ ก็เริ่มที่ตัวเองและคนใกล้ตัวก่อนก็ได้นะ สังเกตไหมว่าทุกวันนี้ถุงพลาสติกหูหิ้วหลากสีสันมีใช้กันอย่างมากมายในบ้านเรา เพราะความสะดวกในการใช้ ไปซื้อของทีก็ได้มา 1 ถุงต่อของ 1 อย่าง เราก็เปลี่ยนมาเป็นการพกถุงผ้าของตัวเองดีมั้ย ซื้อของทีก็หยิบใส่ถุงของตัวเอง ก็ช่วยได้เหมือนกันนะ เป็นการลดขยะ ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นของที่ recycle ได้แต่ทุกขั้นตอนของการ recycle ก็สูญเสียทรัพยากรและสร้างมลพิษนะ สู้การ reuse ไม่ได้ ถุงเปื้อนก็ซักซะก็สวยเหมือนเดิมแล้ว... แต่ก็อย่างว่านะเราอาจจะถูกมองแปลกๆไปบ้างนะ ถ้าเอาเป้เปล่าๆ ไปใส่ของเมื่อซื้อของจากห้างในบ้านเราหรืออาจโดนรปภ.จับเอาก็ได้ ...เคยมาแล้ว อิอิ ;-) แต่ในบางประเทศเขาก็ทำกันเป็นเรื่องธรรมดานะ ถ้าเอาถุงพลาสติกด้วยคิดตังค์เพิ่มด้วยนะ ...นะนะช่วยกัน..

 
At 2:57 PM, Blogger hospitalgirl said...

คุณ someone คะ แปลกดีนะคะ ที่บ้านเราใช้แต่ถุงพลาสติค เพราะ ในต่างประเทศที่เจริญแล้ว เค้ามักจะใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลมากกว่า ส่วนถุงผ้า ก็เป็นความคิดที่ดีมากเลยค่ะ.. แต่ถ้าเป็นถุงผ้าที่สวยๆก็กล้าหิ้วนะคะ จำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่ก็ใช้ถุงผ้า ไปจ่ายตลาดค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นใครที่ใช้ถุงแบบนี้แล้ว จริงๆ อาจจะมี แต่เราไม่เห็นมากกว่า หรืออาจจะเป็นส่วนน้อย..มั้ง

 

Post a Comment

<< Home