Wednesday, March 01, 2006

..จากใจถึงใจ..

ช่วงนี้ยอมรับว่าติด แด จังกึม งอมแงม เลยขอพูดถึงอีกสักครั้ง

ขอย้อนกล่าวถึง ช่วงที่พวกตัวร้าย (นั่นคือ พลพรรคจากตระกูลแช แล้วก็ เสนาบดีฝ่ายขวา พร้อมกับ พวกตัวร้ายทั้งหลาย) ยังเฟื่องฟูอยู่
ใครที่เคยดูและติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องน่าจะจำได้ว่า ช่วงที่พวกตัวร้ายร่วมมือ ตอนนั้น นางเอก ถึงแม้จะเป็นฝ่าย ธรรมะก็เถอะ ตอนนั้น
นางเอก ก็ยังสู้พวกนี้ไม่ได้เลย ตัวเอง ยังต้องถูกใส่ความ เข้าไปอยู่ในคุก กับพระเอกด้วยซ้ำ


ไปๆมาๆ เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ พวกตัวร้ายแตกสามัคคี แบ่งก๊กเป็นเหล่าย่อยๆ อีก ลูกน้อง ก็ไม่รู้จะรับคำสั่งใครดี ตัดสินใจไม่ถูกเลย (หมอหญิงโยรี
ไงคะ จำได้รึเปล่า?) ตอนหลังเลยทำให้ฝ่ายดีจับไต๋ได้ ตัวร้ายเลยเข้าซังเต ไปตามระเบียบ บางคนสิ้นชีพด้วยซ้ำ เห็นไหมล่ะคะ แตกแยกกันเมื่อไร
ความพินาศมาเยือนเมื่อนั้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณืใดก็ตาม


ช่างบังเอิ๊ญ บังเอิญ จริงๆเลยนะคะ ที่นั่งดูละครเกาหลี แล้วย้อนดูบ้านเมืองที่เป็นมาตุภูมิของตัวเอง ว่าทำไมประชาชนพลเมือง ที่อยู่แผ่นดินเดียวกัน
จึงได้แตกความสามัคคีกันเช่นนี้ เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แต่กลับดึงเอาประชาชน เป็นแสนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนับวัน ก็กลายเป็นว่า บานปลายขึ้นเรื่อยๆ
หลายเดือนผ่านมา ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ แต่ละคนก็บอกว่า "เรารักในหลวง" แต่การกระทำ มันไม่ใช่เหมือนที่พูด


เวลาพี่น้องที่บ้านทะเลาะเบาะแว้งกัน พ่อแม่มักจะไม่สบายใจ แม่บอกว่า "แม่ไม่สบายใจเลยที่พี่น้องมาต่อว่ากัน เหมือนไม่รักกัน ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่
มีความสุขหรอกนะ" ตอนนั้น ดิฉันและน้องๆ อึ้ง และต่างก็สำนึก ในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไป แต่สถานการณ์ตอนนี้ ไม่เข้าใจว่าทำไม ไม่สำนึกกันว่าตัวเอง
ทำให้พ่อของแผ่นดินเป็นทุกข์


ปีนี้ฉลองสิริราชสมบัติ 60ปี ของพระองค์ท่านด้วย แต่สิ่งที่ประชาชนคนไทยกลุ่มหนึ่งตอบแทนพระองค์ท่าน ?!!? เฮ้อ!! คิดกันบ้างไหมนี่?
ดิฉันจำได้ว่า เมื่อประมาณ 5ปีที่แล้ว ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ องค์กรของเรามีการลดเงินเดือนพนักงาน หักแล้วหักเล่า เพื่อประคับประคองให้องค์กรอยู่รอด อีกทั้งมีการปลดพนักงานออกอีกจำนวนหนึ่ง ตอนนั้นทุกคนต้องกระเหม็ดกระแหม่ในการใช้สะตุ้งสะตังค์ เศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนทุกหย่อมหญ้า ตระหนักว่า เราเป็นหนี้ IMF


เวลาผ่านไป ตั้งแต่วันนั้นจวบจนถึงวันนี้ เงินเดือนที่ถูกลด ก็ถูกเติมให้เต็มเหมือนเดิม เติมให้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ยังมีประชาชนบางกลุ่มถูกความคิดที่ว่า รัฐบาลปลูกฝังในเรื่อง "บริโภคนิยม"ให้กับประชาชน ดิฉันว่ามันไม่เข้าท่าเท่าไร กับความคิดนี้ รัฐบาลไม่ได้บังคับขู่เข็ญให้พวกเรา เป็นอย่างนี้นี่นา ใครมาบังคับให้พวกคุณทำบัตรเครดิต ใครบังคับให้พวกคุณต้องเป็นหนี้เป็นสิน นอกจากตัวของพวกคุณเอง บางคนบอกว่า ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของในหลวง แต่นั่นเป็นเพียงคำพูดก็มี การกระทำสิคะสำคัญกว่าคำพูด พูดแต่ไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่มีประโยชน์

บางคนดูถูกชาวบ้าน ว่าไม่มีความรู้เรื่องการเมือง เลยยังเชื่อในรัฐบาลชุดนี้ ดิฉันไม่คิดเช่นนั้นค่ะ ดิฉันมองในแง่ การที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ คนที่ได้ประโยชน์ ก็ย่อมสนับสนุน แต่คนที่เสียประโยชน์นั่นแหละ ที่ไม่พอใจ ชาวนาเขายังสนับสนุน เพราะพวกเขาขายข้าวได้ สะพานในหมู่บ้านที่เก่าจวนจะพังรอมร่ออยู่แล้ว ในสมัยรัฐบางชุดก่อน ที่อาจจะไม่เคยดูดำดูดี ในจังหวัดนั้นๆ แต่พอรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ชาวบ้านที่นั่นได้รับประโยชน์ จากสิ่งเหล่านี้ พวกเขามองเห็นได้ค่ะ เพราะมันเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม

ตั้งแต่จำความได้ ดิฉันก็ไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ไม่มีประชาชนตำหนิติเตียน (หรือใครจะเถียงว่ามี!!)
ดิฉันเอง ในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง ไม่เดือดร้อนที่รัฐบาลของนายกทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ แต่ในสายตาดิฉัน ดิฉันเห็นผลงานของเขาค่ะ และไม่ชื่นชม และไม่ชื่นชอบ การกระทำ ของคนกลุมหนึ่งที่อ้างว่า เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ ประเทศไทย มีพี่น้องร่วมชาติกี่ล้านคะ แต่การกระทำของคนกลุ่มหนึ่ง (ที่บอกว่า "นับแสน") ที่อ้างแบบนี้ ดิฉันว่ามันไม่เข้าท่าเอาซะเลย และคิดดูสิว่า มานั่งปักหลักชุมนุมแบบนั้น ไม่คิดที่จะทำงานทำการกันบ้างหรือคะ
เข้ามาในเว็บนี้เพื่อที่จะอ่าน ข่าวอื่นๆบ้าง แต่กลับเห็น แต่สีแดงเถือก ไปทั้งหน้า เหมือนเลือดที่จะนอง ยังไงยังงั้น ไม่มีใครหรอกค่ะ ที่อยากให้แผ่นดินแม่ของตัวเอง เกิดเหตุการณ์เช่นนี้


เขียนมาในฐานะ คนไทยคนหนึ่งเท่านั้นเอง

4 Comments:

At 2:21 PM, Anonymous someone said...

เจ้าหนูจำไมจ้า ใจเย็นๆ จ๊ะ ดูละครแล้วย้อนดูตัวจริง จริ๊ง เลย :
หลักกาลามสูตร หลักความเชื่อทั้ง ๑๐ ประการของศาสนาพุทธ ที่มีแนวทางสอนให้ เชื่อ อย่างมีสติ คิดอย่างรอบคอบ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน และไตร่ตรองแล้วว่า ควร 'เชื่อ' หรือ 'ไม่เชื่อ' พึงยึดไว้เป็นวัตรปฏิบัติ คือ
๑. อย่าเชื่อ โดยฟังตามกันมา
๒. อย่าเชื่อ โดยปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา
๓. อย่าเชื่อ โดยฟังข่าวลือ
๔. อย่าเชื่อ โดยปรากฏอยู่ในตำรา
๕. อย่าเชื่อ โดยนึกเอาเอง
๖. อย่าเชื่อ โดยคาดคะเนเอาเอง
๗. อย่าเชื่อ โดยคิดเองตามอาการที่เป็นไป
๘. อย่าเชื่อ โดยชอบใจว่าถูกต้องตามความเห็นของตน
๙. อย่าเชื่อ โดยเชื่อว่าผู้พูดควรจะเชื่อได้
๑๐. อย่าเชื่อ โดยเพียงว่าผู้พูดเป็นครูของเรา
สำหรับ someone แล้ว ทั้ง 10 ข้อนี้เป็นข้อตกลงเบื้องต้นในการเป็นนักวิจัยที่ดี ในวิชาที่คุณครูที่เคารพเป็นคนตั้งกฏเกณฑ์ให้กับลูกศิษย์ และเราก็ยึดถืออย่างเคร่งครัด ทั้งในการทำงาน และในวิถีการใช้ชีวิต
ขอแค่-ให้เชื่อด้วยความเป็นไททางสติปัญญา
- ให้รับฟังด้วยความไม่เป็นทาสทางสติปัญญา
- ให้ป้องกันความเป็นทาสทางสติปัญญาของผู้อื่น
เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ความรู้สึกถูกต้อง เพราะรู้จักสิ่งนั้นดี เกิดขึ้นมาอย่างเหนือเหตุผล ไม่ต้องอาศัยเหตุผล เพราะรู้แจ่มแจ้งด้วยจิตใจตนเอง นั้นแหละเป็นความเชื่อที่ถูกต้องของตนเอง
ป.ล. ขอโทษที รู้ว่าคุณไม่ใช่ชาวพุทธ และเราก็ไม่ใช่เหมือนกัน แต่นับถือธรรมชาติ อิอิ เดี๋ยวธรรมชาติก็ลงโทษกันเองหล่ะ :-)

 
At 3:18 PM, Blogger hospitalgirl said...

ขอบคุณค่ะคุณ someone..สำหรับการช่วยทบทวนความรู้สมัยเด็กๆ..5 5 5 จริงๆลืมไปหมดแล้วนะคะนี่เพียงแต่คลับคล้ายคลับคลานเท่านั้นเอง..จริงๆ วันนี้ทนไม่ได้ เลยต้อง กลืนน้ำลายตัวเอง..เอาเรื่องนี้ไปโพสต์ในบล็อคผู้จัดการด้วย...ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป้นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศ..อย่างน้อย ก็ให้คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าเป็นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศ ได้สำเหนียกบ้างว่า พวกตัวไม่ใช้ตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ....ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณ someone...อ้อ...เรื่องของความสามมัคคี เนี่ย เมย์ก็ยังยืนยันว่า..หากเราแตกความสามาคีเมื่อไหร่..ความพินาศก็จะมาเยือน...จนได้ล่ะค่ะ..ไม่เชื่อคอยดูสิ :)

 
At 3:40 PM, Anonymous someone said...

555! :-) ไม่เป็นไร ทุกคนมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง ตามแต่ประสบการณ์และขนาดของเรดาร์ในการรับฟัง ร่วมทั้งขนาดของหน่วยการประมวลผลของข้อมูลส่วนตัวด้วย หากเรามีทุกอย่างครบตามนี้แล้วก็ใช้หลักการตามข้อข้างบนนั้น กลั่นกรองออกมา นั้นก็คงจะเป็นแนวคิดที่สมบูรณ์ในตัวเองแหละนะ
ในเรื่องความสามัคคีที่คุณเขียนนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องจริงๆ การเมืองไม่สามัคคีไม่เป็นไร แต่อย่าให้การมุ้งไม่สามัคคีเชียวนะ อิอิ ถึงตายได้ทีเดียว อิอิ ;-)

 
At 4:00 PM, Blogger hospitalgirl said...

คุณ someone นี่เข้าใจพูดนะคะ...จริงๆเมย์สะท้อนมุมมองของตัวเองออกมาเท่านั้นค่ะ...อะไรๆรอบตัวสามารถสอนเราได้ทั้งนั้น จริงอยู่ หนังหรือละครให้ความบันเทิง แต่หลายเรื่องก็ให้แง่คิดเราได้ดีค่ะ...ดูหนัง ดูละครแล้วย้อนดูตัว...แหะ แหะ..ช่างเหมาะเหม็งจริงๆ เอาเรื่อง อด จังกึม มาโยงกับการเมืองได้ 5 5 5

 

Post a Comment

<< Home