Friday, June 30, 2006

..เรื่องของเด็ก..


ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกอยู่ทุกวี่ทุกวัน ..

ทุกปี ในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงกรกฎาคม มีคนป่วยกันเยอะ ยิ่งคนที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงยิ่งแล้ว พออากาศเปลี่ยน โรคระบบทางเดินหายใจมักจะมาเยือนเป็นนิจศีล ดังนั้นช่วงหน้าฝนแบบนี้นี่แหละ ที่ทางโรงพยาบาลมักจะไม่ค่อยมีเตียงว่างสำหรับคนป่วย

โดยเฉพาะคนไข้เด็กค่ะ เด็กจะป่วยกันเยอะมาก เป็นอย่างนี้ติดต่อกันมาทุกปี เวลาหอผู้ป่วยกุมารเวชไม่มีเตียงว่างพอที่จะรับเด็กป่วยได้ ดังนั้นหอผู้ป่วยอื่นๆ ที่มีเตียงว่างจำเป็นต้องรับคนไข้ประเภทนี้ไปโดยไม่มีทางเลี่ยง

หอผู้ป่วย หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า วอร์ด (Ward) นั่นแหละ เมื่อเป็นเช่นนี้ วอร์ดที่ดิฉันทำงานอยู่ก็เป็นวอร์ดหนึ่งในโรงพยาบาล จำเป็นต้องจัดเตรียมห้อง จัดเตรียมเตียงไว้เพื่อรองรับคนไข้ที่เป็นเด็กตัวเล็กๆพวกนี้

เด็กทุกคนน่ารักแน่นอนค่ะ เวลาสบายดี แต่พอเวลาเด็กป่วยสิคะ โห!! ร้องกระจองอแง ไม่เอาอะไรเลย บางคนพ่อแม่เอาไม่อยู่ด้วยซ้ำ หากเด็กป่วย แล้วเบื่ออาหาร หรือไม่ก็รับประทานอาหารไม่ได้ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมื่อคุณหมอพิจารณาดูแล้วว่า ได้รับสารน้ำและอาหารไม่พอต่อความต้องการของร่างกาย ล่ะก้อ คุณหมอมักจะพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือด หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “น้ำเกลือ” นั่นแหละค่ะ

คุณเอ้ย!! เวลาเด็กถูกจิ้มเข็มเพื่อจะให้น้ำเกลือเนี่ยนะ เสียงเด็กจะกรี๊ดๆ สนั่นลั่นพื้นที่ ส่วนคนที่จะแทงเข็มให้น้ำเกลือสำหรับเด็กตัวเล็กๆได้นั้น ก็จะเป็นพยาบาลผู้ชำนาญการทางด้านนี้โดยเฉพาะ ดิฉันหมายถึง พยาบาลที่ชำนาญในการดูแลเด็กนะคะ ส่วนดิฉันไม่สามารถหรอกค่ะ

เด็กกับผู้ใหญ่ กรรมวิธีการให้น้ำเกลือนั้น ขั้นตอนอาจจะคล้ายๆกัน แต่สำหรับเด็กตัวน้อยนั้น ที่ไม่เหมือนก็คือ ต้องมีคนจับให้เด็กอยู่นิ่งๆ หรือไม่ก็คอยพันผ้าบริเวณแขน เพื่อไม่ให้เด็กดิ้น มิฉะนั้นเข็มอาจจะออกนอกเส้นเลือดได้ ยังค่ะ ยังไม่พอ หลังจากนั้น ต้องยึดให้เข็มอยู่กับที่ เลยต้องเอาไม้มาดามแขนแล้วเอาผ้าก๊อสบางๆพันไว้ เด็กที่ป่วยด้วยโรงระบบทางเดินหายใจ โดยมากคุณหมอมักจะให้พ่นยา เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง บางคนเสมหะเยอะ ต้องให้แผนกกายภาพมาตบหลัง (เขาจะมีวิธีการตบเบาๆ ใช้อุ้งมือนี่แหละค่ะ) เพื่อให้เสมหะหลุดออกมาจากทางเดินหายใจ จะได้ขับออกได้สะดวก

ลำบากค่ะ เวลาจะพ่นยาให้เด็ก บางครั้งต้องหลอกล่อว่าเป็นหน้ากาก ไอ้มดแดง แต่เด็กบางคนก็ไม่ยอมเชื่อ มีอยู่ปีหนึ่งดิฉันลองใช้หน้ากากที่พ่นยามาใส่ที่หน้าของดิฉันให้เด็กดู ด้วยความหวังดี เด็กจะได้ไม่กลัว ไม่กลัวจริงๆ แต่ที่ร้ายก็คือ ดิฉันน่ะติดไข้หวัดใหญ่จากเด็กคนที่ดิฉันไปหลอกล่อน่ะสิคะ ไม่สบายไปหลายวันเลย แย่จริงๆ ต่อไปเลยต้องระวังมากยิ่งขึ้น

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีเด็กป่วยคนหนึ่งมานอนป่วยอยู่ที่วอร์ดที่ดิฉันทำงานนี่แหละค่ะ พอถึงเวลาพ่นยา หรือฉีดยา เด็กคนนี้ก็จะร้องไห้ เล่านิทานให้ฟังก็ไม่ยอมฟัง จนดิฉันเหนื่อยใจ ให้เพื่อนดิฉันเข้าไปแทน เพื่อนดิฉันคนนี้มีลูกแล้ว และลูกชายของเธอ ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กคนนี้ เธอหลอกล่อเด็กจนได้ เด็กยอมให้เธออุ้มเล่น (เพื่อนคนนี้ ปกติก็ดุเหมือนกัน) จนดิฉันงง จนดิฉันมานั่ง คิดอะไรเล่นๆ ประเด็นที่มันเกี่ยวข้องกับคุณสี่ขา

คุณผู้อ่าน เคยเลี้ยงสุนัขกันมั้ยคะ ปกติคนเคยเลี้ยงหมาจะไม่ค่อยกลัวหมาเท่าไรนัก แต่คนที่ไม่เคยสัมผัสก็จะกลัวมากๆ แล้วหมาก็จะเห่าคนที่ไม่เคยเลี้ยงด้วย

มีคนเคยบอกว่า สุนัขมันจะได้กลิ่น ของสุนัขที่เราเคยอุ้ม เคยสัมผัส ติดอยู่ที่ตัวเรา (ทั้งๆที่เราอาบน้ำสะอาดแล้วนะ อิอิ) หรือว่า สัญชาตญาณของเด็กจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าคนๆไหน เคยมีลูกหรือเคยเลี้ยงเด็กแล้ว เด็กก็จะไม่กลัว เหมือนสถานการณ์ที่ดิฉันเล่ามาให้อ่าน แปลกดีนะคะ

เอ!! หรือว่าดิฉันหน้าดุ จนเด็กกลัว อิอิอิ ..


( ภาพ : The Room For Mammy And Small Girls โดย Larsson Carl )

4 Comments:

At 11:55 PM, Anonymous someone said...

อิอิ ไม่อยากคุยเลยว่า ติดทั้งเด็กและหมาเลยนะ ที่บ้านชอบเลี้ยงสัตว์ คล้ายๆ เป็นสวนสัตว์เลยสมัยก่อนและเราก็เลี้ยงหมามาตั้งแต่เด็กๆ ส่วนเด็กก็เลี้ยงเจ้าสไปส์มาตั้งแต่ 3 เดือนจนเดี๋ยวนี้ป.1 แล้ว แต่ตอนนี้ติดเจ้ากะทิแทน :-) ...อ้าว คุณเมย์หน้าดุเหรอ คิดว่าหน้าเด็กซะอีก..^__^

 
At 9:54 PM, Blogger hospitalgirl said...

คุณ someone ติดเด็กเหรอคะ อิอิอิ...เด็กจริงๆ หรือเด็กคอซอง เอิ๊กๆๆๆ

 
At 8:42 AM, Anonymous someone said...

555! ใครว่ารักเด็กคอซอง เปล่านะตั๊วเอ๊ง ขาสั้นต่างหากหล่ะ อิอิ :-)

 
At 4:04 PM, Blogger hospitalgirl said...

คุณ someone........ขาสั้น คอซอง..เหมาหมดเลยสิ ตะเอง เอิ้กๆๆๆ

 

Post a Comment

<< Home