Tuesday, April 04, 2006

..สติ..






ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ใจเย็นบ้างยกมือขึ้น

เก่งจังเลยนะคะ คนที่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคุณสมบัติในข้อนี้ หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามาทำงานบริการได้อย่างไร เพราะการที่จะเข้ามาทำงานบริการต้องควบคุมอารมณ์ได้ดีทีเดียวล่ะ

โชคดีที่ดิฉันแยกออกระหว่างเวลางานกับเวลาที่เป็นส่วนตัว ซึ่งเวลาทำงาน ยอมรับว่า หลายครั้งที่เราไม่อาจจะเป็นตัวของตัวเองได้ และระหว่างความเป็นตัวของตัวเองเนี่ย ดิฉันมักจะแยกไม่ค่อยออกกับประโยคที่ว่า เอาแต่ใจตัวเอง จริงๆ สองสิ่งเนี่ย เป็นผลเกี่ยวเนื่องกันได้ในหลายๆสถานการณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้คนๆนั้นมีเสน่ห์ แต่การที่เอาแต่ใจตัวเอง อาจจะทำให้คนๆนั้นหมดเสน่ห์ไปเลยก็ได้

มาพูดถึงเรื่องการควบคุมอารมณ์กันดีกว่าค่ะ พักนี้ดิฉันสังเกตว่าตัวเองมักจะเป็นคนที่ไม่ค่อยจะควบคุมอารมณ์เลย โดยปกติแล้วตัวเองเป็นคนที่กล้าคิดและกล้าทำ แต่การกระทำและคำพูดของดิฉันหลายครั้งที่มักจะไปกระทบจิตใจของคนฟัง ซึ่งพอพูดไปแล้วการสำนึกมักจะตามมาในภายหลัง ถึงแม้คำพูดของเราจะถูกต้อง แต่บางครั้งก็เป็นคำพูดที่แรงพอสมควร

ก่อนที่จะเริ่มดูแลคนไข้ในวันนี้ก็เช่นกัน มีเรื่องที่จำเป็นต้องติดต่อกับพนักงานห้องวิจัย (ในเรื่องงาน) ขอคำตอบในเรื่องที่เป็นประเด็นที่ยังสงสัยอยู่ แต่พนักงานคนนั้นยังฟังคำถามและคำอธิบายจากดิฉันยังไม่จบ ก็พูดแทรกขึ้นมาแบบที่ยังไม่รู้เรื่องกับคำถามที่ดิฉันจะถาม ดิฉันจึงบอกกับพนักงานคนนี้ว่า "ฟังก่อนสิคะ" เธอคนนี้จึงได้เงียบและหยุดฟัง ซึ่งคำถามที่ดิฉันถามนั้น ต้องการเพียงคำตอบสั้นๆ ไม่ต้องร่ายยาวให้เสียเวลาด้วยซ้ำ กว่าจะถึงบางอ้อ ก็ทำให้อารมณ์ดิฉันขุ่นมัวไปพอสมควรแล้วล่ะ ตอนนั้นดิฉันก็ทำให้น้องๆแถวที่ทำงานวงแตกไปแล้ว

วันเสาร์ที่ผ่านมาไปเดินซื้อของที่ตลาดนัดสวนจตุจักรกับคนใกล้ตัว อากาศร้อน แต่ดิฉันอยากดูของอีกสักประเดี๋ยว แต่คนที่ไปด้วย ดูอารมณ์ไม่ดีแล้ว ดิฉันเห็นดังนั้นเลยพาลอารมณ์ไม่ดี (ยิ่งกว่า) ไปด้วย เรื่องมันเลยไปกันใหญ่ โกรธกันไปตั้งหลายชั่วโมง

อากาศร้อน ทำให้คนเราอารมณ์ร้อนขึ้น โดยเฉพาะคนที่ใจร้อนอย่างดิฉันยิ่งแล้ว รู้ตัวนะคะว่าคนที่อารมณ์ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีคนอยากอยู่ใกล้ เวลาโกรธสติมันไม่ค่อยจะมีหรอกค่ะ การทำอะไรด้วยความที่ไม่มีสติเนี่ย ไม่เป็นผลดีกับอะไรทั้งสิ้น จงจำไว้ว่า สิ่งที่หวนกลับมาไม่ได้อีกแล้วก็คือ เวลา คำพูด และโอกาส ซึ่งนั่นหมายความว่า เวลาจะพูดอะไร เวลาจะทำอะไร ขอให้ใช้สติ และเราจะเห็นอุทาหรณ์จากเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ไม่ได้ใช้สติมาแล้ว

และท้ายที่สุดนี้ ดิฉันรู้ตัวค่ะ สำหรับนิสัยที่เกิดขึ้น เนื่องจากความไม่มีสติของตัวเอง และ กำลังพยายามแก้ไข

"สติมา ปัญญาเกิด" ค่ะ

และอยากจะเผื่อแผ่มาถึงพี่น้องร่วมชาติกันด้วย

ทำอะไรขอให้มีสติกันหน่อย นะคะ


( ภาพ : Ocean Sunset โดย Chiu )

4 Comments:

At 8:10 AM, Anonymous Anonymous said...

เห็นด้วยทุกประการ ^___^ ใจเย็นทำยากกว่าใจร้อน แต่ทำได้แล้วดี มีความสุขและฝันดีตอนกลางวันนะ

 
At 2:44 PM, Blogger hospitalgirl said...

เห็นด้วยนะคะคุณ anonymous..แต่จะทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายได้อย่างไรคะ บอกหน่อยสิ :)

 
At 7:55 AM, Anonymous someone said...

:-) สวัสดีตอนเช้าจ๊ะ คุณเมย์ ...ถ้าสติมา ปัญญาก็เกิดแน่นอนอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นใด คงต้องตั้งสติซะก่อนน่ะสิ บางคนบอกนับ 1-10 ซึ่งนั้นก็เป็นการนับเพื่อตั้งสติเหมือนกันนะ ในขณะที่นับก็น่าจะใช้ส่วนของเหตุผลให้มากกว่าอารมณ์ แต่บางทีอารมณ์ก็มักจะอยู่เหนือเหตุผลเนอะ ไม่เป็นไรคิดได้ก็ยังดีกว่า...ไม่เคยคิด

 
At 1:15 PM, Blogger hospitalgirl said...

ขอบคุณค่ะคุณ someone..เห็นด้วยค่ะ...อ้อ!! มีคนบอกว่า สมัยนี้คนเรามักจะพูดและเน้นแต่คำว่า "สติปัญญา" โดยมองข้ามความสำคัญของเรื่อง "สติ" ไปค่ะ ...สำหรับเรื่องอารมณ์กับเหตุผลน่ะ ..เป็นอย่างที่คุณว่าจริงๆนะคะ

 

Post a Comment

<< Home