Tuesday, May 23, 2006

..หัวใจนี้ ไม่มีพอ..


ใครเคยอ่านหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่า"หัวใจ ไม่เคยพอ" บ้าง ? ..

หน้าปกหนังสือบอกไว้ว่า เนื้อหาเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีคนบอกว่า เธอเป็น ฮีสทีเรีย หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 23 แล้ว ดิฉันสนใจเลยซื้อหามาอ่านบ้าง สนใจที่เขาบอกว่า เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง ด้วยความอยากรู้ว่า ฮีสทีเรียเป็นอย่างไร เพราะ เคยได้ยินชาวบ้านเขาพูดกัน ไม่เคยพบไม่เคยเจอในชีวิตจริงเลย ทั้งๆที่ทำงานอยูในวงการสุขภาพ

หนังสือเล่มนี้ กล่าวถึง ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งดูภายนอก จะเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติในหนังสือบอกด้วยว่า เธอเป็นดาวมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่พอเจอพิษเศรษฐกิจ เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เธอก็เหลือแต่รูปสมบัติ เพราะความประพฤติของเธอเอง รวมทั้งสังคมรอบตัวพาไปที่สำคัญคือ อารมณ์ของเธอมีอิทธิพลเหนือสติ

เนื้อเรื่องกล่าวถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับคนมากหน้าหลายตา เรียกได้ว่านับไม่ถ้วนว่างั้นเถอะ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนของแฟน อาจารย์ของเธอเอง รวมทั้งสามีของเพื่อนผู้ซึ่งให้ความอนุเคราะห์เรื่องที่อยู่กับเธอ และที่ร้ายที่สุดก็คือ พี่ชายของเธอ ท้ายที่สุดแล้ว เธอตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์ก็คือ ลูกของเธอและพี่ชายร่วมสายเลือดนั่นเอง หลายคนคงเดาถูกว่า เด็กที่คลอดออกมา ย่อมไม่ใช่เด็กที่ปกติ เนื่องจากมียีนด้อยของพ่อและแม่มาจับคู่กัน เวรกรรมของเด็กจริงๆ ค่ะ เพราะคนที่เป็นพ่อเด็กก้ไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น

ฉากสุดท้ายของเรื่อง บอกไว้ว่า ผู้หญิงคนนี้ เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย แล้ว ขณะนั้นเธออายุ 29 ปี คำนวณระยะเวลาที่เธอใช้ชีวิตแบบนี้ ราวๆ 10 ปีเห็นจะได้ ไม่ได้ซ้ำเติมเธอหรอกนะคะ กรรมได้สนองเธอแล้ว แต่ลูกของเธอน่ะสิคะ จะมีใครที่จะดูแลต่อไป อนาถใจจริงๆ

เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ ดิฉันคิดว่าหลายคนคงเศร้าใจเหมือนดิฉันแน่นอน ดิฉันว่า การนำเสนอของหนังสือเล่มนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในปัจจุบันที่เละเทะ พอดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ยังคิดเลยว่า มันเป็นเรื่องจริงของชีวิตหรือนี่ ทำไมคนเราปล่อยตัวไปตาม สัญชาตญาณดิบของตัวเองได้ขนาดนี้

และเมื่อมาวิเคราะห์ดูแล้ว ดิฉันว่า คนในสังคมปัจจุบันบางคน เกิดสิ่งเหล่านี้ในชีวิตขึ้นได้ เรียกได้ว่าใช้ชีวิตอย่างประมาท อันเนื่องมากจากพื้นฐานของจิตใจที่ไม่เข้มแข็งนั่นเอง บางคนบอกว่าสังคมพาไป ดิฉันว่าสิ่งที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์เราก็มีเยอะแยะ แต่หากไม่เอามันมาใช้ ก็จะเป็นเหมือนบุคคลในเรื่องนี้ได้ค่ะ

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น สำหรับเรื่องฮีสทีเรียที่ดิฉันสงสัย เลยไปทำการค้นหามาให้อ่านกัน เขาบอกมาว่าฮีสทีเรีย มี 2 แบบ คือ โรคประสาทฮีสทีเรีย และบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย ซึ่งพบได้มากกว่า และอาจเป็นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

คนที่มีบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย จะเป็นคนที่มีลีลา ท่าทาง และมีการแสดงออกมากเกินไป จนเหมือนเล่นละคร โดยจะแสดงอากัปกิริยาชายหูชายตา ยั่วยวน เพื่อดึงดูดความสนใจ หรือเชิญชวนทอดสะพานให้เพศตรงข้าม จึงทำให้หลายคนมักเข้าใจผิดว่า คนๆ นั้นมีความปรารถนาทางเพศสูง ทั้งๆ ที่อาจมีความบกพร่องด้านความรู้สึกทางเพศเสียด้วยซ้ำ

คนที่มีบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรียนี้จะมีความเป็นเด็กสูง ชอบเรียกร้องความสนใจ จึงมีการแสดงออกทางอารมณ์ค่อนข้างมาก ที่เขาเป็นแบบนี้เพราะขาดความรักในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการความรักอย่างมาก เมื่อขาดความรักในช่วงนั้นจึงทำให้โหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่มีความรักก็จะไม่รู้จักพอ แต่อย่าลืมว่า นั่นเป็นความต้องการในเรื่องของความรักเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องความใคร่อย่างที่ใครๆ มักเข้าใจกัน

ส่วนโรคประสาทฮีสทีเรียเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่เชื่อว่า ความเครียดในจิตใจ ทำให้เกิดอาการทางด้านร่างกาย เช่น แขนขาไม่มีแรงคล้ายเป็นอัมพาต เป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ ความต้องการทางเพศที่สูงขึ้นอย่างที่บางคนเข้าใจกัน โรคประสาทฮีสทีเรีย แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่

คอนเวอร์ชัน รีแอคชั่น (conversion reaction) จะเป็นเวลามีความเครียด กังวลใจ หรือเกิดความขัดแย้งในจิตใจมากๆ จะเกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ เช่น เป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง ชาที่แขนและขา พูดไม่มีเสียง พูดไม่ได้ ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ซึ่งเป็นอาการที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางร่างกาย หรือทางระบบประสาทแต่อย่างใด

อีกประเภทหนึ่งคือ ดีสโซซิเอทีฟ (dissociative type) เป็นการสูญเสียความจำในบางเรื่องที่กระทบกระเทือน

ตัวละครในเรื่องนี้ ถ้าเป็นฮีสทีเรีย อย่างที่ในหนังสือบอกมา ก็น่าจะจัดอยู่ในประเภท บุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย ไม่ใช่โรคฮีสทีเรียแน่นอน

แล้วมีใครสงสัยเหมือนดิฉันกันไหมคะ ว่าทำไมคนทั่วไปมักจะว่าผู้หญิงที่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวมาข้างต้น ว่าฮีสทีเรีย แต่ผู้ชายที่เจ้าชู้ มีเพศสัมพันธ์ไม่เลือกหน้า ทำไมพวกเราไม่บอกว่าเป็น ฮีสทีเรียบ้างล่ะ

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ..


( ภาพ : Golden Moment โดย Townsend John )

6 Comments:

At 8:18 AM, Anonymous someone said...

เดี๋ยวไปลองหามาอ่านบ้างดีกว่า น่าสนใจ...
:-) ทำงานอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

 
At 6:39 PM, Blogger hospitalgirl said...

ในเว็บก็มีนะคะคุณ someone ลองไปอ่านดู..เว็บนี้เค้า copy เนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้ออกมาหมดเลยค่ะ http://www.pramool.com:443/webboard/view.php3?katoo=r839287&page=1

 
At 4:48 AM, Blogger PaTTaMONE said...

หนู..ก็ชักสนใจ..ขึ้นมาด้วยคนแล้วสิคะ..
และเริ่มสงสัยว่าตัวเอง..เป็นด้วยรึป่าว..
"คนที่มีบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย"
เพราะทุกวันนี้..ยังมีความเป็นเด็กสูงอยู่เลยคะ..

กลัวจริงๆ รักษาได้มั้ยคะ..แง้ๆ...กลัวจังเลยคะ

 
At 2:16 PM, Blogger hospitalgirl said...

น้องปัทม์อย่าคิดว่าตัวเองป่วยค่ะ...คิดว่าตัวเองสบายดี ..พี่เอง บางครั้งก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่บ่อยครั้งในหลายๆสถานการณ์ เอาเป็นว่า ทำตัวให้เหมาะ กับกาละและเทศะแล้วกันนะคะ :)

 
At 9:03 PM, Anonymous แมงปอ said...

HI HOSPITALGIRL ไม่เห็นCONTACTเราเลย ยังแอบชื่นชมผลงานอยู่นะ จาก แมงปอ(NURSE ตจว)

 
At 10:09 AM, Anonymous Anonymous said...

สวัสดีค่ะพอดีเข้ามาค้นคว้าเรื่องฮิสทีเรีย

แล้วได้มาฟังเพลงที่หน้านี้เพราะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ

อยากได้มากเลย

หาลิ้งโหลดหน่อยได้มั้ยคะ

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

จะรอนะคะะะะะะะะะะ

 

Post a Comment

<< Home