Friday, May 26, 2006

..ตะคริวถามหา..



หลายวันก่อน นอนอยู่ดีๆ เป็นตะคริวที่เท้าทั้งสองข้าง ..

เมื่อมีอาการดังนี้ ตื่นขึ้นมาล่ะเป็นงงสิคะ อากาศก็ไม่ได้เย็น นอนตอนกลางวันยิ่งแล้ว เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นๆยังไงก็ไม่สามารถสู้กับอากาศข้างนอกที่ร้อนๆได้ เมื่อหลายปีก่อนเคยมีอาการแบบนี้แทบทุกวันค่ะ ช่วงกลางคืนเวลาอากาศเย็นๆ หรือไม่ก็ช่วงที่คิดว่าร่างกายตัวเองขาดแคลเซียม เพราะ สาเหตุของการเป็นตะคริวสาเหตุหนึ่งก็คือขาดแคลเซียม

ช่วงนั้นดิฉันต้องกระหน่ำดื่มนมแทบทุกวันเลย เพื่อไม่ให้เกิดการเป็นตะคริว เพราะเป็นแล้วจะรู้สึกว่าทรมานเป็นอย่างยิ่ง ใครที่เคยเป็นคงจำได้และรู้สึกถึงความเจ็บปวดแบบนั้นแน่ๆ ว่ามันทรมานแค่ไหน บางคนก็เป็นตะคริวเวลาที่ออกกำลังกายหนักๆ และคงจะทราบดีเช่นกันว่า สาเหตุของตะคริวที่ว่านั้น เกิดขึ้นเนื่องจาก กล้ามเนื้อบริเวณนั้นขาดออกซิเจน

เอาเป็นว่า วันนี้ดิฉันนำเรื่องของตะคริว มาเล่าให้อ่านกันดีกว่าค่ะ เข้าบอกว่า ตะคริว. . . คือ ภาวะกล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง และปวด มักเกิดขึ้นโดยที่คุณไม่รู้สึกตัว อาการปวดเกร็งจะเกิดอยู่เพียงไม่นาน โดยพบว่ากล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวได้บ่อย คือ กล้ามเนื้อน่องและต้นขา ในทางการแพทย์ระบุไว้ว่า “ตะคริว เกิดขึ้นจากการปล่อยประจุไฟฟ้าของปลายประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง”

เวลาเป็นตะคริวนั้นจะเห็นว่า กล้ามเนื้อหดแข็งเป็นก้อนสามารถคลำได้ ทั้งนี้หากสังเกตแล้ว การเกิดตะคริวจะเกิด ขึ้นในเวลากลางคืน หรือภายหลังจากการออกกำลังอย่าง หนัก บางคนอาจมีอาการปวดในช่วงแรก ๆ และค่อย ๆ ทุเลาลงไปเอง บางคนอาจปวดอย่างต่อเนื่องเป็นวัน ๆ ได้ เนื่องจากเกิดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อในช่วงนั้น ๆ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่เคยเป็นตะคริว และทุกคนที่มีประสบการณ์คงจะรู้สึกถึงเจ็บปวดนี้ได้ดี ตะคริวแม้ไม่ใช่อาการที่รุนแรงและน่ากลัว แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วหลายคนก็มักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การช่วยเหลือตนเองก็ลำบากมากขึ้น

แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้เราเป็นตะคริว… มีข้อมูลระบุว่า การเกิดตะคริวในนักกีฬานั้น มีสาเหตุมาจาก การขาดเกลือแร่และอิเลคโตรไลด์ (Electrolyte) ซึ่งเกิดจากการขับของเหงื่อเป็นจำนวนมากในระหว่างเล่นกีฬา สำหรับในคนปกติพบว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายแบบรวดเร็วก็มีผลเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาวะที่กล้ามเนื้อขาดเลือดหล่อเลี้ยง ซึ่งเกิดได้บ่อยในระหว่างวัน โดยเฉพาะผู้ที่นั่งนอนหรือยืนในท่าที่ไม่สะดวกนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก สำหรับผู้ที่ชอบสวมใส่เสื้อผ้ากางเกงที่รัดแน่นมากเกินไป อาจทำให้เลือดที่จะไปเลี้ยงลดลง กล้ามเนื้อขาดออกซิเจน จนเกิดเป็นตะคริวได้

ทั้งนี้ ในผู้ป่วยที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำในร่างกาย หรือการที่ร่างกายเสียเกลือโซเดียม เนื่องจากท้องเสีย อาเจียน การสูบบุหรี่ การใช้ยาบางชนิด หรือสูญเสียเหงื่อมากเนื่องจากความร้อน อากาศร้อน หรือทำงานในที่ที่ร้อนจัด ก็ส่งผลให้เกิดเป็นตะคริวรุนแรงขึ้นในทันทีได้

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สำหรับผู้ที่เป็นตะคริว เพื่อลดอาการเจ็บปวด คือ เมื่อเกิดตะคริวขึ้นที่ตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดให้คุณใช้ของเย็นหรือผ้าเย็นประคบ อย่าใช้ของอุ่นหรือร้อนเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบีบเกร็งมากขึ้น หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยพยายามยืดกล้ามเนื้อจุดนั้นออกอย่างช้า ๆ เช่น หากคุณเป็นตะคริวที่น่อง ก็ให้เหยียดขาให้ตึงแล้วกระดกปลายเท้าขึ้นจะช่วยให้ตะคริวคลายออกได้เร็วขึ้น

สำหรับผู้ที่เป็นตะคริวที่น่องและเป็น ๆ หาย ๆ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเดินนาน ๆ ผุ้รู้เขาบอกมาว่า ให้คุณลองบริหารกล้ามเนื้อด้วย วิธีปฏิบัติง่าย ๆ คือ เริ่มจากยืนหันหน้าเข้ากำแพงห่างประมาณ 3-4 ฟุต จากนั้นให้ก้มตัวไปด้านหน้าโดยเอามือยันกำแพง ให้ส้นเท้าสัมผัสที่เข่า และหลังเหยียดตรง ทำต่อเนื่อง 3 นาที และพัก 1 นาที ให้ครบ 15 นาที นอกจากนี้การฝึกการหายใจอย่างถูกวิธี ด้วยสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้เต็มที ก็เป็นการลดความเสี่ยงการเกิดตะคริวได้

ทั้งนี้หากอาการไม่ดีขึ้นแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะความผิดปกติเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดที่ขา หรือมีภาวะหลอดเลือดแข็งตัวจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือโรคอื่น ๆ ได้

สำหรับตัวดิฉันเอง คิดว่าตะคริวของตัวเอง เกิดมาจากการขาดแคลเซียมแน่นอน เพราะช่วงนี้รู้สึกว่าฟันของตัวเองชักจะกร่อนง่ายเสียด้วยสิ (ไม่รู้ว่าเพราะความชราภาพมาเยือนรึเปล่าหนอ?) ในเวลาต่อมา เมื่อคิดว่าตนเองไม่สามารถดื่มนมได้ทุกวันแล้ว เลยต้องรับประทานแคลเซียมเม็ดแทน น่าจะช่วยบรรเท่าอาการเหล่านี้ได้บ้าง

แล้วคุณผู้อ่านล่ะคะ มีอาการแบบนี้บ้างรึเปล่า ? ..

หมายเหตุ : ข้อมูลวิชาการเรื่อง "ตะคริว" จาก ร.พ. ศิริราช

( ภาพ : Piano Room โดย Bomhoff Lee )

19 Comments:

At 1:16 AM, Anonymous น้องปัทม์ said...

พี่เมย์..
หนูยังจำวันนั้นของหนูได้ดี..
..
ปรกติหนูก็เป็นคนที่เป็นตะคริวบ่อย..บ่อยมากคนหนึ่ง..
ไม่ทราบว่าทำไม..บางครั้งนอนอยู่ดีๆ..ก็เป็นขึ้นมา..

ตะคริวหนู..นึกจะเป็นก็เป็นคะ..แย่มาก
..
มีอยู่วันหนึ่ง..หนูเป็นไมเกรน..โรคประจำตัวอีกอย่าง..
แค่เป็นไมเกรนก็จะแย่แล้ว..แค่อาเจียน..ก็แย่แล้ว..
ปรากฏว่า..วันนั้น..หนูเป็นตะคริว..

หนูต้องคลานไปห้องน้ำ..เพื่ออาเจียน..
ปวดมากๆ ปวดทั้งหัว..ปวดทั้งน่อง..

แย่จริงๆ..คะ
แต่ก็รอดมาได้..หุๆ..^_^
..
ประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ...

แล้วคุณ Someone ละคะ..มีประสบการณ์เรื่องตะคริวกับเค้าบ้างรึป่าว..

 
At 1:52 AM, Anonymous นู๋ปัทม์ said...

จะบอกพี่เมย์..มาหลายหนแระ..
ยังไม่ได้บอกเลย..

หนูชอบจังเลยคะ..
รูปที่พี่เมย์เอามาโชว์ในบลอค..
ชอบจังเลย..

แค่นี้แหละคะ..อิอิ

 
At 10:44 AM, Anonymous someone said...

ขอบคุณนะที่เอาเรื่องราวดีๆ มาให้อ่านกัน ไม่ค่อยจะแน่ใจในอาการที่เคยเป็นเหมือนกันนะคุณเมย์ ตะคริวกับเหน็บชา เหมือนกันหรือแตกต่างกันยังไง?? ช่วยแนะนำหน่อยซิจ๊ะ ที่เคยเป็นมักจะเป็นตอนเช้าของวันที่เดินมากๆ อย่างไปเดินป่ามาทั้งวัน หรือคืนไหนที่ไปดริ๊งมาค่อนคืน เช้ามาก็มีอาการได้เป็นบางที
ยังไง คุณเมย์ก็รักษาสุขภาพด้วยนะ สังขารก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลาแต่เราชะลอได้ด้วยการดูแลตัวเองใช่ม๊า..:-)

 
At 11:15 AM, Blogger hospitalgirl said...

แค่อ่านก็รู้สึกทรมานแทนเลยค่ะน้องปัทม์...ไม่เกรนกับตะคริว จริงๆพี่ก็เป็นไมเกรนนะคะ แต่พักนีไม่กำเริบ ค่อยยังชั่ว อาจจะไม่ค่อยเครียดก็ได้..มั้ง..น้องปัทม์ ดูแลและถนอมสุขภาพด้วยนะคะ สุขภาพดีไม่มีขาย ใส่ใจกับมันหน่อย ไม่งั้นแก่ตัวจะลำบาก..สำหรับรูป..พี่ก็ชอบ อิอิ..เลือกรูปสวยๆ (ที่ตัวเองชอบ ) มาโชว์ เอิ๊กๆๆ มองแล้ว จะได้สบายตาค่ะ..เพลงล่ะคะน้องปัทม์ ชอบบ้างมั้ย?

 
At 11:18 AM, Blogger hospitalgirl said...

ตะคริวกับเหน็บชาต่างกันแน่นอนค่ะคุณ someone..เหน็บชาเกิดจากการขาดวิตามินบีนะคะ ส่วนตะคริวมีหลายสาเหตุ อาการชา เกิดจากเลือดไม่ไปเลี้ยงส่วนนั้น ส่วนถ้าตะคริว ที่กล้ามเนื้อทำงานหนักๆ ก้เพราะการขาดออกซิเจนของกล้ามเนื้อ ปกติ ถ้าได้รับออกซิเจน การสันดาปจะเป็น aerobic ส่วน ถ้าไม่มีออกซิเจนมาเลี้ยงก็จะเป็น anaerobic แล้ว จะเกิดกรดแลคติคขึ้น นี่แหละค่ะ สาเหตุของตะคริวจากการทำงานหนักของกล้ามเนื้อ..พอจะเข้าใจมั้ยนี่คะ?

 
At 11:29 AM, Anonymous นู๋ปัทม์ said...

เหอๆ...
เหมือนจาเคยเรียน..ตอนมอปลายคะ..

ออ..หนูเข้ามาตอบคำถามพี่คะ
หนูเป็นสาวสองราศีคะ..
หนูเกิด 30 เมษายนคะ..
ใกล้ๆ กันละ..
อิอิ..

ดีใจจังพี่เมย์ไปบลอคหนู
ตกใจมั้ยคะ..ใจเราตรงกัน..
ใช้ theme เดียวกันด้วย..

พี่ Someone ไม่ไปเยี่ยมบลอคหนูบ้างเหยอ..
แต่ต้องออกตัวก่อนนะคะว่า..ไม่ค่อยมีอะไรหรอก..ไร้สาระ..อิอิ..

ออ..
เพลงหนูก็ชอบคะพี่เมย์
แต่ทว่า..พี่ใส่เพลงยังไงอะคะ..หนูอยากใส่บ้าง..หุๆ

 
At 12:30 PM, Anonymous someone said...

เข้าใจที่อธิบายมานะ แต่ยังไม่รู้ว่าลักษณะอาการความรู้สึกแตกต่างกันยังไง
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็นประเภทไหนหล่ะคุณเมย์
เราเป็นคนเข้าใจยากมั้ยเนี่ย???
ทานข้าวหรือยัง ?? ทานให้เป็นเวลานะ..

// ฝากถึงน้องปัทม์ เดี๋ยวไปเยี่ยมจ๊ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ :-)

 
At 12:56 PM, Blogger hospitalgirl said...

หนูปัทม์คะ วิธีใส่เพลง ให้เข้าไปใน template แล้วใส่โค้ดเพลงเข้าไป ส่วนโค้ดเพลง ให้ไปหาตามเว็บได้ ต้อง view source ดูด้วยค่ะ หา file ที่เป็น swf ค่ะน้องปัทม์..หรือจะเอา flash เข้ามาใส่ก็ได้นะคะ

 
At 12:59 PM, Blogger hospitalgirl said...

คุณ someone คะ..เห็นด้วยว่าเป็นคนเข้าใจยาก 5 5 5... ล้อเล่นค่ะ เมยือาจจะอธิบายไม่ค่อยเป็น...ความรู้สึกนี่อธิบายไม่ค่อยได้นะคะ เมย์ว่า ตะคริวมันเจ็บนะคะ ส่วนชาคือ ไร้ความรู้สึกค่ะ..เข้าใจรึยังคะนี่? // เที่ยงที่ผ่านมาทานข้าวแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้ทานไอติม อิอิ

 
At 1:15 PM, Anonymous someone said...

อ้อ เข้าใจแล้ว!! ถ้ามีอาการเจ็บด้วยจะเป็นตะคริว แต่ถ้าไม่รู้สึกอะไรก็เป็นเหน็บ(เห็นม๊า.. เป็นคนไม่ค่อยจะเข้าใจยากหร๊อก..อิอิ) :-) ทานแล้วเหรอ ชอบทานไอติมกะทิแบบทำเองมั้ย แถวที่ทำงานมีร้านอร่อยนะ :-)

 
At 1:50 PM, Anonymous lonelyheart said...

ผมชอบเป็นตอนนอนน่ะครับ แบบว่านอนอยู่ดีๆ ก็เป็นตรงฝ่าเท้า สะดุ้งตื่นทุกที ยิ่งตอนฝันดีๆ นะ เซ็งจริงๆ สงสัยต้องกินนมเยอะๆ ละ ขอบคุณที่ให้ความรู้ครับคุณเมย์

ปล. ผมมาคอมเมนต์แล้วนะครับ 5555

 
At 2:12 PM, Anonymous นู๋ปัทม์ said...

แต่หนูสิ..ยังไม่ได้กินอะไรเลย..
หิว..จังเยย..
ไปหาอะไรกินดีกว่า..

ถึงพี่ Someone
บังเอิญจังเลย..เกิดเดือนเดียวกัน..อิอิ

 
At 2:13 PM, Anonymous นู๋ปัทม์ said...

โอ้ว..ลืม..บอกพี่เมย์
ว่าขอบคุณคะ..
แล้วหนูจะลองทำดูนะคะ..

 
At 2:42 PM, Blogger hospitalgirl said...

สวัสดีค่ะคุณ someone..เมย์อธิบายเข้าใจยากเองแหละ แฮ่!! เหน็บค่ะเหน็บ (ไม่ใช่เหน็บแนมนะคะ อิอิ) // ไอติมแถวนี้มีแต่กะทิ (คนละกะทิกับเจ้าของเว็บนู้นนะคะ อิอิ)

 
At 2:44 PM, Blogger hospitalgirl said...

สวัสดียามบ่ายแก่ค่ะคุณ lonelyheart ..ดีใจจังที่แวะเข้ามาค่ะ ไม่เห็นคอมเมนท์ตั้งนานมากแล้วนะคะ // เป็นตะคริว ลองดื่มนม หรือทานอาหารพวกแคลเซียมดูนะคะ...จะได้ไม่ตกใจตื่นเวลากลางคืน บางคนเจ็บเท้านึกว่าถูกผีหลอก อิอิอิ // เข้ามาคุยกับเพื่อนๆในบล้อคนี้ได้นะคะ บล็อคนี้จะได้ไม่เงียบเหงา จริงมั้ยคะคุณ someone แล้วก็น้องปัทม์ (ขอเสียงหนับหนุน)

 
At 2:45 PM, Blogger hospitalgirl said...

น้องปัทม์คะ สำหรับการแต่งบล้อค พี่เชียร์อัพนะคะ..template อื่นก็มีสวยๆเยอะค่ะ พี่ก็อยากเปลี่ยนแต่ช่วงนี้ยังไม่มีเวลาแต่ง สำหรับพี่ต้องใช้สมาธิเยอะค่ะ :)

 
At 3:12 PM, Anonymous someone said...

ยกมือสนับสนุนด้วยจ๊ะ มีเพื่อนคุยก็ดีกว่าคุยกับตัวเองเนอะ :-) แต่ว่ากะทิของเว๊บนู้นไหนเหรอคุณเมย์ (เริ่มเข้าใจอะไรยากอีกแล้วเรา อิอิ)
เดี๋ยวมีเวลาว่างๆ จะขอปรึกษาการแต่งบล๊อคบ้างนะคุณเมย์ อิอิ.. เอาไว้เขียนเรื่องไร้สาระของตัวเองบ้าง..เรื่องมีสาระค่อยมาอ่านของคุณเมย์ อิอิ :-)

 
At 3:47 PM, Blogger hospitalgirl said...

คุณ someone คะ..ถ้าเมย์บอกได้ก็ยอนดีค่ะสำหรับเรื่องการแต่งบล็อค จริงๆเมย์ก็ไม่ได้รู้อะไรมากมายค่ะ อาศัยเอาโน่นมาชนนี่ เอานี่มาชนโน่น แค่นั้นเอง แล้วก็ปรึกษาเพื่อนๆ ในบล็อคผู้จัดการด้วยแหละ บวกกับการสังเกตโค้ด ค่ะ..ลองดูก็ได้นะคะ คุณ someone ถ้าคิดจะเขียนต้องไปเลือก template ก่อน มีให้เลือกสวยๆเยอะเลยค่ะ...cheer up !!

 
At 10:57 PM, Anonymous Anonymous said...

Mae Nong-Eng
เป็นตะคริวบ่อยคะ แต่ก่อนเป็นตอนนอน ดึกๆรู้สึกตัวเจ็บมากค่ะ ช่วงนี้ยิ่งรู้สึกแย่เพราะมักจะเป็นตะคริวเวลาขับรถจักรยายยนต์ ขาจะชาและเจ็บ บางทีก็เป็นที่แขนและมือด้วย กลัวรถล้มคะ เวลาสิ้นเดือนมักชอบไปซื้อของใช้ประจำบ้าน พะรุงพะรังขนใส่ที่วางเท้าขอรถฟีโน่นะคะ ใครๆเขาเรียกรถเราว่ารถบรรทุก 555+ เพราะจุของแต่ละทีก็ไอ้ที่ช็อปมาเต็มรถเข็นนะคะ พอเราขับก็ต้องนั้งอ้าขากว้างๆใช่ไหม ขับไปได้ซักประมาณ 5-7 Km เราก็จะเริ่มรู้สึกชาขึ้นที่ขาก่อนแล้วก็จะเกร็งมากขึ้นเรื่อยๆ ทรมานมากค่ะ ก็พยายามขับรถจนถึงบ้าน จอดก็ไม่ได้ เพราะรถจะล้ม บางทีก็มีเจ้าตัวเล็กไปด้วย กลัวคะ หลังๆเริ่มรู้แน่ว่าตัวเองเป็นบ่อยจะเลี่ยงไม่ให้ลูกซ้อนรถไปไหนด้วยเวลาต้องไปไกลๆค่ะ แบบว่าเป็นแม่ลูกปาท่องโก๋ เพราะเค้าอยู่กับเราตลอด เรากระเตงเขาไปทำงานด้วยตั้งแต่เขาอายุได้ 1 ปี เพราะบางทีตากับยายต้องไปทำธุระเอาเขาไปด้วยไม่ได้ ส่วนพ่อเขาก็ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ช่วงเทศกาลจึงได้กลับมาที่บ้าน ถ้าบอกใครๆที่ไม่รู้จักฉันว่า งานที่ฉันทำคือการเป็นเลขานุการหน่วยในสำนักงานแห่งหนึ่งของบริษัท เอ.ไอ.เอ. คงไม่มีใครเชื่อ ก็คดิดูละกันคะว่า ฉันต้องสะพายเป้ข้างหลังที่มีสัมภาระที่ใช้ของเด็กอ่อนและของใช้ส่วนตัวของฉัน และข้างหน้าก็สะพายเป้ที่มีลูกชายตัวดีของฉัน บางวันก็ใส่กระโปรงหรือกางเกงแล้วแต่ฟอร์ม ใส่รองเท้ามีส้น คิดดูมันคงน่าตลก แต่มันเป้นเรื่องจริงคะ พอดีว่าช่วงที่ทำงานตอนนั้นท่านเจ้าของสำนักงานท่านใจดีมากๆๆๆๆๆคะ ท่านคงเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ ฉันทำงานที่สำนักงานของท่านได้ 2 รุ่น คือรุ่นที่ฉันยังเป็นสาว และรุ่นที่เป็นแม่ลูกอ่อนคะ
ท่านหัวหน้าหน่วยก็ใจดี และท่านก็ไม่ค่อยได้เข้าหน่ว ห้องทำงานก็กว้างขวาง ฉันนั่งทำงานคนเดียว บางทีก็มีเพื่อนเลขาร่วมสำนักงานแวะเข้ามาทักทายบ้าง นานทีก็มีตัวแทนแวะเข้ามาส่งงาน นานครั้งก็มีลูกค้าแวะมาที่ห้อง และที่สำคัญโชคดีที่ลูกชายของฉันเป็นเด็กดี ไม่งอแง ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นคะ
อ้าว โทษทีนะคะตกลงตอนแรกพูดเรื่องเหน็บชา ขาเป็นตะคริว แต่มาขอจบตรงเรื่องของฉันกับเจ้าตัวยุ่งนี่แหละคะ ตอนนี้เค้าก็อาได้ 4 ปีกับอีก 1 เดือนกว่าๆคะ แต่ตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีคืนไหนที่ห่างจากอกแม่เลยคะ หรือจะเป็นฉันไม่เคยห่างลูกเลยคะตอนอื่นพอแยกได้ แต่ตอนนอนต้องติดกันเป็นปาท่องโก๋คะ แล้วพวกคุณละคะเป็นยังไงกันบ้าง

 

Post a Comment

<< Home